รูปแบบการใช้ชีวิต life-stlye ของวัยรุ่นไทยในวันนี้ มาเเสดงความเห็นเกี่ยวชีวิตประจำวัน ของเพื่อนๆไม่ว่า จะเป็น การเเต่งตัว การใช้ชีวิต รสนิยม หรือ อะไรที่เกี่ยวกับตัวของเราเอง เชิญมาเเสดงความเห็นได้ที่นี่เลยครับ!!!
วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ความบาล๊านซ์ ระหว่างเด็กแนวกับผู้ใหญ่แนว
ไม่รู้ว่าใครอุตริ บัญญัติศัพท์คำว่า เด็กแนว ขึ้นมาในสังคมไทย ทำให้กระแสเด็กวัยรุ่นที่ทำตัวแปลกแยก ทรงเผ้าทรงผมประหลาดๆหรือทำตัว ขบถ ต่อ ขนบ เดิม เช่น จากเคยฟังเพลงตลาดจากค่ายใหญ่ๆก็หันไปฟังเพลงค่ายอินดี้ เสื้อผ้าก็ต้องมือสองมือสามไว้ก่อน เดินเกลื่อนอยู่ในบ้านเราเต็มไปหมด เดือดร้อนไปถึงระบบทุนนิยม(อย่าคิดนะครับว่าเด็กๆพวกนี้ กระจอกงอกง่อย เพราะเด็กเหล่านี้นี่แหละที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่สำหรับการจับจ่าย)ที่ต้อง ปรับให้เข้ากับ เทรนด์ ให้ทันรสนิยมของวัยรุ่น แถมพ่วงด้วยการมีธุรกิจบางประเภทเข้ามาตักตวงหากินกับเด็กๆเหล่านี้(อย่าง แยบยล) เพราะวัยนี้เป็นวัยที่อ่อนไหวต่อสิ่งรอบตัว อะไรมากระตุ้นหน่อย(แต่ต้องแนวๆ)ก็เห็นดีงามไปด้วยหมดโดยที่ขาดวิจารณญาณ ทำให้ผู้ปกครองได้ปวดเศียรเวียนเกล้ากันตามควร
ความคิดความอ่านก็ออกจะก้าวหน้าและสุดโต่งไปนิดจนทำให้ ขัดตาข้องใจของบรรดาผู้ใหญ่(หัวโบราณ)บางคน
เลยอด ที่จะออกมาบ่นไม่ได้ ว่าไร้สาระบ้างล่ะ ไม่สนใจบ้านเมืองบ้างล่ะ หรือขาดจิตสำนึกบ้างล่ะ แถมด้วยการอวดภูมิด้วยว่าสมัย ข้าเป็นเด็ก(แนวๆแบบยุคนั้น)อย่างพวกเอ็ง ข้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมหลายอย่างมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างจริงจัง สนใจชาวบ้าน แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือกระแสเด็กแนวเหมือนกัน กรุณา อย่างงครับ ...
ในสมัยนั้นมีความสนใจเรื่องพวกนี้อยู่จริง เคลื่อนไหวโดยรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
“อะไร” ในที่นี้หมายถึง รู้ตัวว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นมีจุดประสงค์อย่างไร เช่น คนอย่าง อาจารย์ เสกสรรค์ประเสริฐกุล อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมี และอีกหลายๆท่าน
ทำให้พลังนักศึกษามีอำนาจต่อรองสูง แต่ก็มีมากเหมือนกันที่เป็นประเภทที่ว่า พวกมากลากไป คือ เพื่อนเขาชวนไป “เฮ” ก็ไป จนกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อชาติ จนเกิดกรณี 6 ตุลา 19 ซึ่งเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของไทย ที่ควรบอกลูกหลานให้เข้าใจมากกว่านี้ ไม่ใช่ทำเป็นลืมๆไป---จะได้จดและจำเพื่อไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก (รายละเอียดไปศึกษากันเองนะครับ—ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึง)
แต่...พฤษภาคม ปี35 ก็.....ข้ามไปดีกว่า
อีกตัวอย่างคือ ในอเมริกา ยุคฮิปปี้ ครองเมืองหรือยุค
“บุ ฟผาชน” วัยรุ่นหนุ่มสาวจำนวนมากแสดงพลังออกมาด้วยการ “ขบถ” ไม่สนใจต่อระบบอุตสาหกรรม ทุนนิยม เริ่มตั้งคำถามกับรัฐบาลที่คลั่งสงคราม มีการรวมตัวกันเพื่อเดินประท้วงต่อต้านสงคราม สร้างสโลแกน Make Love Not War ! หันมาสนใจปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะพุทธศาสนา
มีดนตรีแนวๆอย่าง เดอะ บีทเทิ่ล บ๊อบ ดีแลน มีคอนเสิร์ต
เก๋ๆ อย่าง วู้ดสต็อก (ผมเอามาเทียบกับงานพวก งานแฟท จะมากไปไหม) ผมเผ้ารุงรัง มั่วสุมตามร้านหนังสือเก๋ๆ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย แต่ไม่นานสังคมฮิปปี้ก็เริ่มฟอนเฟะเมื่อกระแสนี้เริ่มลุกลามจนควบคุมไม่ได้ เพราะมีอิสรเสรีภาพมากเกินไปและขาดการไตร่ตรอง มีการใช้ Lsd. กัญชา และยาเสพติดอื่นๆ จึงไม่สามารถอยู่ในสังคมแห่งความจริง สังคมที่ว่าด้วยเรื่องปากท้อง เพราะแท้จริงฮิปปี้ก็ต้องกินข้าวหรืออย่างน้อยก็แฮมเบอร์เกอร์ อ้อ...ลืมบอกไปฮิปปี้สมัยนั้นมีไม่น้อยเลยที่ขอเงินจากที่บ้าน โดยที่บ้านเป็นคนในธุรกิจที่พวกตนกำลังต่อต้าน พอจะนึกภาพออกใช่ไหมครับ?
นิทานเรื่อง เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง จึงมีให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่น
นั่นก็แปลว่ากระแสเด็กแนวมีมานานนมแล้ว เพียงแต่ต่างกันตรงคำบัญญัติ
มา ถึงตรงนี้ผมกำลังจะบอกว่า เด็กไร้สาระในสายตาของบรรดาท่านผู้ใหญ่นั้นแท้จริง ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ท่านคิด แต่เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ ให้"อิสระภาพ"โดยที่ให้"อาวุธ" ติดตัวพวกเขาไปด้วย เพื่อเอาไว้เป็นเครื่องป้องกันภัยที่จะเข้ามาครอบงำ และ นำพาไปในทางที่ไม่ดี
เพื่อที่พวกเขาจะได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่แนวๆ ที่รู้จักการแก้ปัญหา ทั้งในเรื่องของตนเองและบ้านเมืองต่อไป
อาจ จะยากสักนิดสำหรับการเปิดใจ แต่ผมว่าไม่น่าจะยากเท่ากับการจับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ให้อยู่ในบ้านหลังสี่ทุ่มหรอกครับ--- อย่างนั้นไม่แนวเลย!
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
มาเเชร์กันนะครับ
ตอบลบ